Global Dementia Challenge

What is dementia? Most of us have probably seen or heard the term dementia in life insurance advertisements. to claim health problems or health preparation drama of dementia that causes them to lose their identity forgetting children And in the end it became a ‘burden’ of the family in the end. And then insurance companies make those memories a story of fear of this condition.

ภาวะสมองเสื่อมคืออะไร ส่วนใหญ่เราอาจจะเห็นหรือได้ยินคำว่าภาวะสมองเสื่อมในโฆษณาประกันชีวิต เพื่อเรียกร้องปัญหาสุขภาพ หรือการเตรียมพร้อมด้านสุขภาพ ความดราม่าต่างๆ ของภาวะสมองเสื่อมที่ทำให้พวกเขาสูญเสียตัวตน หลงลืมลูกหลาน และในท้ายที่สุดกลายเป็น’ภาระ’ ของครอบครัวไปในที่สุด และแล้วบริษัทประกันทำให้ภาพจำเหล่านั้นเป็นเรื่องของความกลัวที่จะเป็นภาวะนี้

หรือบางคนอาจจะกลัวหรือกังวลว่าพออายุมากขึ้น เราจะเป็นอัลไซเมอร์มั้ย แล้วผู้สูงอายุทุกคนเสี่ยงที่จะมีภาวะนี้รึเปล่า แล้วอัลไซเมอร์เกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อมอย่างไร และยิ่งมีข่าวเรื่องความเสี่ยงอีกว่าทุกๆ 3 วินาที จะมีคนที่มีภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นในโลก แล้วอัลไซเมอร์กับภาวะสมองเสื่อมคืออะไร จริงๆแล้วเรารู้เกี่ยวกับภาวะนี้น้อยมาก เพราะเราไม่ได้พูดถึงกันในสังคมอย่างกว้างขวางมากนัก แต่ก่อนที่เราจะกลัว เรามาทำความรู้จักกับภาวะนี้กันก่อน ว่าคืออะไรและทำไมถึง challenge นักแล้วจริงๆแล้วภาวะสมองเสื่อมคืออะไรกันแน่

ภาวะสมองเสื่อม หรือ dementia (อ่านว่า ดี-เมน-เชีย) เป็นคำที่ใช้ทั่วไปในการวินิจฉัยทางคลินิก ซึ่งต้องเข้าข่ายจากการลดลงของความรู้ความเข้าใจ รวมถึงการลดลงของการทำงานทางจิตก่อนหน้านี้ หรือที่เคยไปฟังอาจารย์หมอพูด ก็คือภาวะสมองเสื่อมคือมะม่วง และอัลไซเมอร์เป็นดั่งเช่นพันธุ์ของมัน ชนิดของภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ 1) Alzheimer’s disease หรือโรคอัลไซเมอร์ เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด 2) Vascular dementia 3) Lewy body dementia 4) Frontotemporal dementia 5) Mixed dementia

ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน เนื่องจากความชราภาพเป็นปัจจัยเสี่ยง คาดว่าจำนวนที่มีภาวะสมองเสื่อมจะเพิ่มขึ้นจาก 47 ล้านคนในปี 2561 เป็น 131.5 ล้านคนในปี 2593 ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม แต่ละคนจะมีภาวะที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของภาวะสมองเสื่อม รวมถึงโรคทางระบบประสาท ซึ่งสาเหตุหลักยังไม่มีใครทราบ ยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคิดเป็น 10% ของประชากรโลก แต่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักเกี่ยวกับลักษณะทางคลินิกในระดับภูมิภาคของภาวะสมองเสื่อมและปัจจัยเสี่ยงในการลุกลามของภาวะสมองเสื่อม ซึ่งในภูมิภาคนี้มีความถี่สูงของ Young Onset Dementia โดยที่ Dementia of the Alzheimer type (DAT) พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มคลินิกหน่วยความจำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ป่วย Young Onset Dementia ที่มีการศึกษาเกี่ยวกับอายุขัยที่สูงขึ้นและผู้ป่วย Late-life depression (LOD) ที่มี Cardiovascular disease (CVD) ระดับปานกลางถึงรุนแรงจะประสบกับความรู้ความเข้าใจที่ลดลงอย่างมาก

นอกจากนี้ สถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 บ่งชี้ว่าการติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นและมีส่วนทำให้เกิดความบกพร่องทางสติปัญญาและภาวะสมองเสื่อม ความคล้ายคลึงกันที่สำคัญ ได้แก่ การสูญเสียหน้าที่ของการบริหารทักษะทางจิต และการขาดดุลส่วนใหญ่เกิดขึ้นเนื่องจากจังหวะเล็ก ๆ ที่สร้างความเสียหายต่อสมอง ดังนั้น ความจำระยะสั้นอาจลดลงอย่างเห็นได้ชัดในการสูญเสียความจำ อารมณ์เปลี่ยนแปลง อาการสับสน และปัญหาการสื่อสารและการใช้เหตุผล ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละคน[3] อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับการระบาดของโรคสมองเสื่อมและการสันนิษฐานยังคงเป็นที่น่าสงสัย และแนวโน้มทางโลกก็เป็นไปได้ ดังนั้น ดูเหมือนว่าประชากรสูงอายุถูกกำหนดให้มีบทบาทสำคัญที่สุด และผู้กำหนดนโยบายที่รอบคอบควรวางแผนการให้บริการในอนาคตตามการคาดการณ์ในปัจจุบัน

จากข้อมูลของ World Health Organisation (WHO) ในปี 2560 ภาวะสมองเสื่อมได้สร้างภาระหรืองานทางสังคมให้กับผู้ดูแล ครอบครัว ชุมชน และสังคมหลังการวินิจฉัย ภายในปี 2573 ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจบ่อนทำลายการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ และอาจส่งผลกระทบบริการด้านสุขภาพและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการดูแลระยะยาว[4] ตามลำดับความสำคัญด้านสาธารณสุข การพัฒนาและการประสานงานนโยบาย กฎหมาย แผนงาน กรอบงาน และโปรแกรมการดูแลแบบบูรณาการจะสนับสนุนการรับรู้ถึงผลกระทบของภาวะสมองเสื่อมและตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนของผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม ตามแต่บริบทของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง ส่วนใหญ่ยังไม่ได้วางแผนและดำเนินโครงการเพื่อรับมือกับแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมการดูแลของพวกเขา

และเพื่อการลดค่าใช้จ่าย นโยบายชุมชนที่เป็นมิตรต่อโรคสมองเสื่อมสะท้อนให้เห็นถึงความคิดร่วมสมัยในการใช้ชีวิตร่วมกับภาวะสมองเสื่อม (เช่น ภาวะสมองเสื่อมในฐานะความทุพพลภาพ สิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียมกัน และความรู้สึกในความหมาย) ดังนั้น การเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้น ให้ความตระหนักรู้กับชุมชนว่าผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมมีสิทธิเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ และควรได้รับการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรีและความเคารพ สิ่งสำคัญสำหรับรูปแบบการดูแลที่เน้นบุคคลเป็นศูนย์กลางคือความจำเป็นในการพิจารณาวิธีการวัดและออกแบบการดูแลผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมใหม่ เช่น การหลีกเลี่ยงแนวทางที่เน้นการสูญเสียความสามารถ หันไปใช้แนวทางที่เน้นความต้องการเฉพาะบุคคล ประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งแนวคิดนี้ให้คุณค่าและเคารพผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมและส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา ดังนั้นด้วยข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่ดูแล การดูแลที่เน้นบุคคลเป็นศูนย์กลางสามารถนำไปสู่ภาระทางอารมณ์ของผู้ดูแลมืออาชีพที่สัมพันธ์กับอาการทางจิตเวชของผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อม

ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้น และเพราะยังไม่มีวิธีรักษาที่เด็ดขาด (healthy lifestyles/what they get from this article?)

  1. อาหารเพื่อสุขภาพสมอง (MIND diet) – อาหาร MIND ส่งเสริมการบริโภคอาหารบางชนิดและการหลีกเลี่ยงอาหารอื่น ๆ เพื่อช่วยป้องกันหรือชะลอการเสื่อมของความรู้ความเข้าใจ
  2. กิจกรรมการเรียนรู้ช่วงปลายชีวิต
  3. การออกกำลังกายในระดับปานกลางหรือกระฉับกระเฉง
  4. ห้ามสูบบุหรี่ โดยรวมแล้ว การทบทวนอย่างเป็นระบบได้ประมาณการว่าการสูบบุหรี่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นระหว่าง 30-50% ที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม
  5. การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อยถึงปานกลาง

ยังมีรายงานวิจัยอีกว่าการป้องกันภาวะสมองเสื่อมนี้ควรเริ่มก่อนอายุ 25 ปี (brain starts degrading after 25 years old) (https://time.com/63500/brain-aging-at-24/) หรือตั้งแต่เด็กยิ่งดี เพราะมันจะเกี่ยวข้องกับ mindset และการศึกษา ในการที่สมองจะมีการเจริญเติบโต (developed from personality and attachment style) ดังนั้นนอกจากทางรัฐที่จะต้องดำเนินการเรื่องการเตรียมความพร้อม ประชาชนอย่างเราก็ต้องหมั่นดูแลตัวเองด้วย และอย่าลืมที่จะดูแลทั้งคนใกล้ชิด คนรอบข้าง และบุคคลในสังคม (ความเครียด ความสุข และการใช้ชีวิต) ทั้งนี้การตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะนี้ และ การชราภาพ (ageing) เป็นสิ่งสำคัญมากในสังคมให้ทุกคนสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง ต้อง tracing back to the cognitive brain when they are young

อ้างอิง

  1. https://www.webmd.com/alzheimers/guide/alzheimers-dementia
  2. https://time.com/63500/brain-aging-at-24/

Leave a comment